การวัดระดับออกซิเจนในเลือด (SpO2) เป็นหนึ่งในฟีเจอร์สำคัญของ Apple Watch ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดตามสุขภาพของตนเองได้อย่างใกล้ชิด บทความนี้จะนำเสนอวิธีการวัดระดับออกซิเจนในเลือดด้วย Apple Watch และเคล็ดลับการใช้งานเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ออกซิเจนในเลือดคืออะไร

ออกซิเจนในเลือดหมายถึงเปอร์เซ็นต์ของออกซิเจนที่เซลล์เม็ดเลือดแดงนำจากปอดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย การทราบระดับออกซิเจนในเลือดช่วยให้เราเข้าใจถึงสุขภาพโดยรวมและการทำงานของระบบทางเดินหายใจ โดยปกติแล้ว คนส่วนใหญ่จะมีระดับออกซิเจนในเลือดอยู่ที่ 95-100% อย่างไรก็ตาม ค่าที่ต่ำกว่านี้เล็กน้อยขณะนอนหลับถือเป็นเรื่องปกติ และบางคนอาจมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำกว่า 95% แต่ยังคงมีสุขภาพดี

คุณสมบัติของ Apple Watch ในการวัดออกซิเจนในเลือด

Apple Watch Series 6 และรุ่นใหม่กว่ามาพร้อมกับเซ็นเซอร์และแอปออกซิเจนในเลือดที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวัดระดับออกซิเจนในเลือดได้จากข้อมือของตนเอง เซ็นเซอร์นี้ใช้ LED สีเขียว แดง และอินฟราเรดร่วมกับโฟโต้ไดโอดในการวัดแสงที่สะท้อนกลับจากเลือด จากนั้นจะใช้ข้อมูลนี้ในการคำนวณเปอร์เซ็นต์ของออกซิเจนในเลือด

วิธีการตั้งค่าแอปออกซิเจนในเลือด

ก่อนที่จะเริ่มวัดระดับออกซิเจนในเลือด คุณจำเป็นต้องตั้งค่าแอปออกซิเจนในเลือดบน Apple Watch และ iPhone ของคุณ ดังนี้:

  1. ตรวจสอบความเข้ากันได้ของอุปกรณ์: ตรวจสอบว่าแอปออกซิเจนในเลือดมีให้บริการในประเทศหรือภูมิภาคของคุณ และตรวจสอบว่า iPhone ของคุณเป็นรุ่น 6s หรือใหม่กว่า และ Apple Watch ของคุณเป็น Series 6 หรือใหม่กว่า รวมถึงอัปเดตซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชันล่าสุด
  2. เปิดแอปสุขภาพบน iPhone: เปิดแอปสุขภาพ แล้วทำตามขั้นตอนบนหน้าจอเพื่อเริ่มการตั้งค่า หากไม่มีข้อความแจ้งเตือน ให้แตะแท็บ “เลือกหา” จากนั้นเลือก “ระบบทางเดินหายใจ” > “ออกซิเจนในเลือด” > “เปิดใช้งาน”
  3. เปิดแอปออกซิเจนในเลือดบน Apple Watch: หลังจากตั้งค่าเสร็จสิ้น ให้เปิดแอปออกซิเจนในเลือดบน Apple Watch เพื่อเริ่มการวัด หากไม่พบแอปดังกล่าว สามารถดาวน์โหลดได้จาก App Store บน Apple Watch
วัดออกซิเจนในเลือดด้วย Apple Watch

วิธีการวัดระดับออกซิเจนในเลือด

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ ควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้:

  1. สวมใส่ Apple Watch ให้พอดี: ตรวจสอบว่า Apple Watch สวมใส่กระชับพอดี ไม่หลวมหรือแน่นเกินไป และด้านหลังของนาฬิกาสัมผัสกับผิวหนังของคุณ
  2. เปิดแอปออกซิเจนในเลือด: บน Apple Watch ของคุณ เปิดแอปออกซิเจนในเลือด
  3. อยู่นิ่งๆ: วางแขนของคุณบนโต๊ะหรือตัก โดยให้ข้อมือและฝ่ามือราบและนิ่ง
  4. เริ่มการวัด: แตะ “เริ่มต้น” บนแอป แล้วรอประมาณ 15 วินาทีเพื่อให้การวัดเสร็จสิ้น
  5. ดูผลลัพธ์: หลังจากการวัดเสร็จสิ้น ผลลัพธ์จะแสดงบนหน้าจอ Apple Watch ของคุณ

เคล็ดลับเพื่อการวัดที่แม่นยำ

  • สภาพแวดล้อม: หลีกเลี่ยงการวัดในสภาพอากาศหนาวเย็น เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดที่ผิวหนังอาจลดลง ทำให้การวัดไม่แม่นยำ
  • รอยสักและการเปลี่ยนแปลงผิวหนัง: รอยสักหรือการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังอาจส่งผลต่อการวัด เนื่องจากหมึกหรือลวดลายอาจปิดกั้นแสงจากเซ็นเซอร์
  • การเคลื่อนไหว: พยายามอยู่นิ่งๆ ขณะวัด หลีกเลี่ยงการขยับข้อมือหรือแขน

การดูข้อมูลและการติดตามผล

การวัดระดับออกซิเจนในเลือดแต่ละครั้งจะถูกบันทึกไว้ในแอปสุขภาพบน iPhone ของคุณ คุณสามารถดูประวัติและแนวโน้มของระดับออกซิเจนในเลือดได้โดย

  1. เปิดแอปสุขภาพบน iPhone: แตะแท็บ “เลือกหา”
  2. เลือก “ระบบทางเดินหายใจ”: จากนั้นแตะ “ออกซิเจนในเลือด”
  3. ดูข้อมูล: คุณจะเห็นกราฟและข้อมูลสถิติที่แสดงการเปลี่ยนแนแปลงของระดับออกซิเจนในเลือดของคุณในช่วงเวลาต่างๆ สามารถเลือกดูได้เป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน ซึ่งช่วยให้คุณเข้าใจแนวโน้มของร่างกายและสามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติได้

คำเตือนและข้อจำกัดของการวัดออกซิเจนในเลือดด้วย Apple Watch

แม้ว่า Apple Watch จะเป็นอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับการวัดระดับออกซิเจนในเลือด

  • ไม่ใช่อุปกรณ์ทางการแพทย์ – Apple Watch ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้ในการวินิจฉัยโรคหรือแทนที่เครื่องมือแพทย์ เช่น เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Pulse Oximeter) หากคุณมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์
  • อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก – เช่น อุณหภูมิผิว ความดันโลหิตต่ำ การไหลเวียนเลือดไม่ดี หรือสีผิวที่แตกต่างกันอาจทำให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อนได้
  • ไม่สามารถใช้ในทุกประเทศ – ฟีเจอร์วัดออกซิเจนในเลือดอาจไม่มีให้บริการในบางประเทศหรือภูมิภาค

Apple Watch เหมาะกับใครในการติดตามระดับออกซิเจนในเลือด

Apple Watch สามารถเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับบุคคลกลุ่มต่อไปนี้

  1. นักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ – เพื่อดูว่าร่างกายสามารถดูดซึมออกซิเจนได้ดีหรือไม่ และช่วยในการปรับโปรแกรมการฝึกซ้อม
  2. ผู้ที่มีปัญหาทางเดินหายใจ – เช่น โรคหอบหืด หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ซึ่งสามารถใช้ข้อมูลจาก Apple Watch ในการติดตามแนวโน้มสุขภาพ
  3. ผู้สูงอายุ – ที่ต้องการตรวจสอบสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
  4. บุคคลทั่วไปที่ใส่ใจสุขภาพ – สำหรับการเฝ้าระวังสุขภาพโดยรวม และใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการสังเกตแนวโน้มสุขภาพ

คำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อการดูแลสุขภาพ

นอกจากการวัดระดับออกซิเจนในเลือดด้วย Apple Watch แล้ว ยังมีวิธีอื่นๆ ที่สามารถช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ เช่น

  • ออกกำลังกายเป็นประจำ – เช่น การเดิน วิ่ง หรือโยคะ เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับออกซิเจนของร่างกาย
  • หายใจลึกๆ และฝึกเทคนิคการหายใจ – เช่น การหายใจแบบ 4-7-8 เพื่อช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในเลือด
  • หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีอากาศไม่บริสุทธิ์ – เช่น พื้นที่ที่มีมลพิษสูง หรือพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทไม่ดี
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ – เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น

สรุป

Apple Watch เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราติดตามระดับออกซิเจนในเลือดได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ควรใช้งานควบคู่กับวิธีดูแลสุขภาพอื่นๆ และไม่ควรใช้แทนเครื่องมือแพทย์ในการวินิจฉัยโรค หากพบว่าระดับออกซิเจนในเลือดต่ำอย่างต่อเนื่องหรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: